วันเสาร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2556

เหตุผลที่คนทำชั่ว

ในคัมภีร์พระอภิธรรมได้แจกแจงถึงสาเหตุที่ทำให้คนเป็นคนชั่วไว้ ๕ ประการ ๑.ชั่วเพราะสันดานเดิม สันดารเดิมในที่นี้ บาลีจริงๆ มุ่งเอากรรมชั่วที่สั่งสมไว้ในอดีตชาติ หมายความว่า อดีตชาติเคยสั่งสมกรรมชั่วในลักษณะใดลักษณะหนึ่งเอาไว้จนกลายเป็นนิสัยสันดาน ครั้นตายไปแล้วกลับมาเกิดใหม่ กรรมชั่วที่สั่งสมเอาไว้ก็ยังคงติดตามมา กลายเป็นคุณสมบัติประจำตัวอีกเรียกว่ามีเชื้อชั่วติดตัวมา ๒. ชั่วเพราะสิ่งแวดล้อมพาไป สิ่งแวดล้อมนี้ได้แก่ สภาพแวดล้อมที่อยู่รอบๆ ข้าวตัว ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว เพื่อนฝูง สังคม รวมถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่มีส่วนกำหนด หรือบังคับให้ต้องเลือกกระทำความชั่วลักษณะใดลักษณะหนึ่ง อาจจะโดยเต็ฒใจ หรือไม่เต็มใจก็ได้ ๓.ชั่วเพราะคบคนชั่ว บาลีพระพุทธพจน์ทรงย้ำเรื่องของการคบไว้ว่า "คบคนเช่นไรเป็นเช่นนั้น" ในมงคลสูตรข้อแรกจึงสอนให้เรา"ไม่คบคนพาล"และ"เลือกคบแต่บัณฑิต" นั่นเป็นเพราะว่า ธรรมชาติของคนเรา เมื่อคบค้าสมาคมกับใครเป็ฯมิตรสหายแล้วย่อมเปิดโอกาสให้เกิดการหลอมอัธยาศัยให้เข้ากันได้โดยง่าย การคบค้าสมาคมกับคนชั่วจึงเท่ากับเปิดช่องให้ผู้นั้นกลายเป็นคนชั่วตามไปด้วย คล้ายๆ กับสำนวนอุปมาอุปมัยโบราณที่ว่า"กฤษณาห่อปลาเน่าก็พลอยเน่าเหม็นไปด้วย" ๔.ชั่วเพราะปฏิเสธสิ่งดีงาม "ชั่วเพราะปฏิเสธสิ่งดีงาม" แปลมาจากศัพท์บาลีว่า"ไม่ฟังธรรมของสัตบุรุษ"ความหมายของการ"ไม่ฟังคำของสัตบุรุษ"หมายถึงว่าไม่ยอมรับฟังคำชี้แนะ ข้อเสนอแนะ ข้อตักเตือน คำสั่งสอนอันดีงามจากผู้ที่มีความรักความปราถนาดีต่อตนเอง เป็นการปฏิเสธหรือไม่ยอมรับคำสอน เช่น เด็กไม่ฟังคำสั่งสอนของพ่อแม่ นักเรียนไม่ฟังคำสั่งสอนของคุณครู เพื่อนปฏิเสธคำตักเตือนของเพื่อน เจ้านายไม่ฟังคำทักท้วงจากลูกน้อง ลูกน้องไม่ฟังคำตักเตือนจากเจ้านาย เป็นต้น ผูที่ตกอยู่ในสถานะเช่นนี้ ย่อมมีโอกาสพลาดพลั้ง กระทำในสิ่งที่เป็นความชั่ว ความเสียหายได้โดยง่าย ๕.ชั่วเพราะคิดผิด ข้อนี้ เพ่งถึงความคิดความอ่านที่บุคลนั้นๆ ตั้งเอาไว้ในใจอาจอยู่ในรูปของค่านิยม ทัศนคติ ความเชื่อ ความเข้าใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจกระทำหรือไม่กระทำ รวมไปถึงการบิดเบือนข้อเท็จจริงเพื่อประโยชน์ หรือสนับสนุนการกระทำของตนให้เกิดความชอบธรรม เช่น ตนทำความผิด พอถูกจับได้ไล่ทันก้อสร้างเรื่องว่าถูกกลั่นแกล้ง ถูกใส่ร้าย เป็นต้น ผู้ที่มีความเชื่อ หรือทัศนคติเช่นนี้ ย่อมเปิดช่องให้ทำความชั่วได้โดยง่าย และถือเป็นอันตรายอย่างยิ่ง เพราะพฤติกรรมทั้งหมดของคนเราล้วนแต่ออกมาจากรู้สึกนึกคิดทั้งสิ้น

วันอังคารที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ประโยชน์ ของการทำแบรนเนอร์โฆษณาเพื่อโปรโมทเว็บไซต์


การทำแบรนเนอร์โฆษณา (banner ads) ได้เกิดขึ้นมาเมื่อปี 2537 ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันอย่างกว้างขวาง ในวงการตลาดออนไลน์เป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นบริษัทห้างร้านต่าง ๆ ได้หันมาใช้ banner ads เป็นจำนวนมาก เพื่อ โปรโมทเว็บไซต์ สินค้า และ บริการของตัวเอง
การทำแบรนเนอร์ โฆษณานั้น มีประโยชน์อย่างน้อย 3 อย่างด้วยกัน คือ:-
1.) ดึงดูดใจให้ผู้เข้าชมเว็บไซต์ กดที่แบรนเนอร์โฆษณา เข้าไปดูเว็บไซต์ของผู้ลงโฆษณา ซึ่งเราจะพบเห็นการโฆษณาในรูปแบบนี้กับ affiliate program และ pay per click บางตัว เช่น Google AdSense เป็นต้น
2.) โลโก้แบนเนอร์โฆษณา ยังสามารถช่วยเราสร้างแบรนด์ให้กับเราได้อีกทางหนึ่ง เมื่อผู้เยี่ยมชมพบเห็นโลโก้แบรนเนอร์โฆษณาของเรา ปรากฏอยู่ในที่ต่าง ๆ และเขารู้จักเว็บไซต์ของเรามากขึ้น จาก การทำแบรนเนอร์โฆษณา และ ยังช่วยบอกกันปากต่อปากไปเรื่อย ๆ
3.) การออกแบบโลโก้แบรนเนอร์ ไว้เพื่อใช้ โปรโมตเว็บไซต์ เป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับเว็บไซต์ของเราได้ เพราะแสดงให้คนอื่นเห็นว่า เราให้ความสนใจต่อรายละเอียดต่าง ๆ ซึ่งแม้จะเป็นเพียงจุดเล็ก ๆ ก็ตาม ผู้ใช้บริการเว็บไซต์ของเรา ย่อมเกิดความไว้วางใจที่จะใช้บริการสินค้า และ บริการของเราตามมา

ทำbanner online อย่างไรให้คนคลิก

banner โฆษณาออนไลน์มีอยู่มากมายหลายชนิด แต่ในหลายๆชนิดนั้น ใช้เทคนิคเดียวกันในการสร้าง และออกแบบ วันนี้เรามาดูกันถึงวิธีการทำbannerอย่างมีประสิทธิภาพ หรือพูดง่ายๆก็คือ ทำbannerอย่างไรให้โดนใจลูกค้าและทำให้เค้าสนใจและคลิกผ่าน banner ของเราในที่สุด

งานวิจัยของ CNET Networks แสดงให้เห็นว่าโฆษณาที่ได้ รับความสนใจมากที่สุดจะใช้ภาพ สีสัน และความเข้มของสีที่ดูมีพลัง เรามาดูรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องนี้กันครับ

  • ใช้ภาพที่มีพลัง ภาพใหญ่ที่แผ่กว้างจะทำให้คนเห็นง่าย ยิ่งกว่านั้น ความเข้มของสีระหว่างพื้นหน้าและพื้นหลัง โดยเฉพาะ พื้นหลังสีดำ จะทำให้โฆษณาดูเป็นสามมิติและสมจริงยิ่งขึ้น นายแบบ หรือนางแบบควรจะมองตรงหาผู้ชมเพราะ จะทำให้ผู้ชมสะดุดตามากขึ้น
  • เน้นความเรียบง่าย โฆษณาที่รกไม่สามารถเรียกความสนใจ จากผู้ชมได้ โลโก้ที่เด่นชัด การดำเนินเรื่องที่ขัดเจน และรูปแบบที่เหมาะสม
  • การเดินเรื่องที่เหมาะสม เมื่ออยู่บนสื่อออนไลน์ จงจำไว้ว่าสายตาของผู้ชมจะถูกดึงดูดไว้กับสิ่งที่เลื่อนไหวก่อน และ จงจำไว้อีกข้อว่า ภาพเคลื่อนไหว ชนะ ตัวอักษร เสมอ
  • เข้าใจและใช้ประโยชน์จากข้อดีของbannerในแต่ล่ะ อย่าง banner แต่ล่ะแบบมีข้อดีของตนเอง เช่นแบบสี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดกลางอาจเหมาะสำหรับภาพเคลื่อนไหวหรือกราฟิกที่ มีรายละเอียดในการมองเห็น ช่วยนำเสนอรูปได้แบบสมบูรณ์ ส่วน leader board จะแสดงประเด็นอย่างรวดเร็วเหมาะสำหรับการนำเสนอภาพสินค้า ประโยชน์ คุณสมบัติ และ ราคา banner อีกประเภทก็คือ skyscraper มักจะใช้ประโยชน์ในแนวตั้งเพื่อสื่อสารหรือเผยแพร่ข้อความในขณะที่ผู้ชม เลื่อนหน้าจอลงไปดู

จะดีมากหากโลโก้ของแบรนด์และข้อความที่ต้องการสื่ออยู่ที่ด้านบนสุดของ หน่วยโฆษณา หรือทั้งด้านบนสุด และล่างสุด

วันจันทร์ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

Web3.0

Web 3.0 คืออะไร

Web 3.0 ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานความเชื่อ และการวิเคราะห์จากปริมาณของข้อมูลใน Web 2.0 ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ทำให้เว็บต่างๆ ต้องมีระบบบริหารจัดการเว็บให้ดีขึ้น ง่ายขึ้น ด้วยรูปแบบ Metadata ซึ่งก็คือการนำข้อมูลมาบอกรายละเอียดของข้อมูลนั้นๆ นั่นเอง โดยระบบเว็บจะเป็นผู้จัดการในการค้นหาข้อมูลให้เราเองครับ จึงสามารถคาดการณ์ถึงข้อมูลได้ว่าจะมีการเชื่อมโยงกันอย่างมีระบบระเบียบมาก ขึ้น

Web 3.0 ดูๆ ไปแล้วก็คงเป็นการพัฒนา แก้ไขปัญหาในระบบ Web 2.0 มากกว่าสร้างบนพื้นฐานความรู้ใหม่ โดยจะไปเน้นเรื่องการจัดการข้อมูลในเว็บมากขึ้น และดีขึ้น ทำให้ผู้เยี่ยมชมสามารถเข้าถึงเนื้อหาของเว็บได้ดีขึ้นนั้นเอง

เทคโนโลยีใหม่ๆ ที่น่าจะเข้าไปมีส่วนให้การพัฒนาเว็บให้เป็น Web 3.0 นั้น เท่าที่ค้นหาจากแหล่งต่างๆ ในอินเทอร์เน็ตพอสรุปได้คราวๆ ดังนี้

1. Artificial Intelligence (AI) อันนี้ไม่ต้องอธิบายมาก เป็นระบบสมองกล ที่นิยายวิทยาศาสตร์มักจะนำไปใส่ไว้ในหุ่นยนต์ โดยเจ้า AI จะสามารถคาดเดาผู้ใช้งานได้ว่ากำลังค้นหา หรือคิดอะไรอยุ่

2. Semantic Web เป็นระบบที่มีการเชื่อมโยงข้อมูลต่างๆ ทั้งที่อยู่ในเว็บของผู้พัฒนาและแหล่งข้อมูลอื่นๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน ซึ่งจะทำให้ระบบฐานข้อมูลมีขนาดใหญ่มากๆ หรืออาจทำให้เกิดฐานข้อมูลโลก (Global Database) ไปเลยก็ได้

3. Composite Applications เป็นการผสมผสาน Application หรือโปรแกรม หรือบริการต่างๆ ของเว็บ ที่มาจากแหล่งต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน เพื่อประโยชน์ของผู้ใช้งานนั้นเอง

4. Semantic Wiki คำว่า Wiki นี้ เราเริ่มเห็นๆ ออกมามากแล้วนะครับ เป็นการอธิบายคำๆ หนึ่ง คล้ายกับดิกชันนารีนั้นเองครับ ดังนั้นถ้า Web 3.0 เป็น Wiki ด้วยแล้วนั้น จะทำให้เราสามารถหา ความหมาย หรือข้อมูลต่างๆ ได้ละเอียด และแม่นยำมากขึ้น

5. Ontology Language หรือ OWL เป็นภาษาที่ใช้ในการอธิบายสิ่งต่างๆ ให้มีความสัมพันธ์กัน โดยดูจากความหมายของสิ่งนั้นๆ ซึ่งก็จะเชื่อมโยงกับระบบ Metadata นั้นเอง (เขียนไว้ข้างบน)

จากทั้ง 5 เทคโนโลยีที่ว่ามานี้ ยังมีอีกหลายเทคโนโลยีที่จะเข้ามาพัฒนาให้ไปสู่ Web 3.0 ถ้าได้ข้อมูลมาผมจะทำการ update ให้นะครับ ต้องยอมรับครับว่า Web 3.0 เป็นเรื่องใหม่จริงๆ ข้อมูลขาดตกบกพร่อง ผิดพลาด หรือแนะนำสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับ Web 3.0 มาได้นะครับ จะขอบคุณยิ่ง


การใช้งาน Internet ในอดีตนั้นเป็นแบบ Web 1.0 เป็นการใช้ข้อมูลด้านเดียว เว็บ 1 เว็บจะมีผู้ใช้ 1 คนคือ web master หรือผู้สร้างเว็บ เป็นผู้ให้ข้อมูล และ ผู้เข้าชมเว็บเป็นผู้รับข้อมูล จะรู้จักแค่การรับ-ส่งอีเมล์ (E-Mail), เข้าแชตรูม (Chat Room), ดาวน์โหลดภาพและเสียง หรือไม่ก็ใช้ Search Engine เพื่อหาข้อมูลหรือรายงาน รวมทั้งการใช้ Web board เพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
คุณเคยเขียนวิจารณ์หนังสักเรื่องลงใน Blogส่วนตัวของคุณหรือเปล่า , หรืออาจจะเคยอ่านคำแนะนำการเลือกซื้อครีมบำรุงผิวยี่ห้อดังจาก Blog ของคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้, แชร์คลิปวีดีโอที่ทำเองให้คนอื่นได้เข้ามา ดู และออกความคิดเห็นรวมทั้งดาวน์โหลดไปเก็บได้ , เข้าไปวิจารณ์เรื่องสั้น ของนักเขียนสมัครเล่นในกระทู้ , สมัครรับข่าวสารสินค้าโปรโมชั่นลดราคา จากห้างสรรพสินค้าเจ้าประจำผ่านระบบ RSS ฯลฯ หากคุณตอบว่าใช่เพียงข้อใดข้อหนึ่งจากทั้งหมด นั่นละ คุณกำลังสัมผัสเทคโนโลยี Web 2.0 อยู่
Web 2.0 ทำให้คำว่า Web ไม่ใช่แค่ Noun อีกต่อไป แต่กลายเป็น Verb เป็นการติดต่อ 2 ทาง และผู้ใช้เป็นผู้สร้าง Content ไม่ใช่ Content Provider อีกต่อไป
ความหมายของ Web 2.0 คือ Social network ที่เน้นการแบ่งปัน การแชร์กัน ของสิ่งที่ตัวเองมี โดยเขียนโพสท์ลงบนBlog Web 2.0ถูกนำมากล่าวถึงอย่างจริงจังเป็นครั้งแรกในการประชุม web development ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งนำโดย Reilly Media และ Media Live International มีการตีความหมายของ Web 2.0 หลากหลายด้วยกัน ซึ่งสรุปได้ว่า Web 2.0 เป็นระยะที่สองของสถาปัตยกรรม และการพัฒนาเว็บแอปพลิเคชัน หรืออาจกล่าวได้ว่า เป็นยุคที่สองของให้บริการบนอินเทอร์เน็ต หลังจาก Web 1.0 เริ่มเสื่อมความนิยมลง
Web ในยุคที่ 2 นี้จะให้ความสำคัญกับผู้เข้าชมเว็บไซต์ โดยผู้ที่เข้าไปใช้งานนั้นจะมีส่วนร่วมกับเว็บนั้น ๆ มากขึ้น และไม่ใช่แค่เพียงแวะเข้ามาเยี่ยมชม หรืออ่านอย่างเดียว แต่ยังมีส่วนร่วมในการสร้างสรรค์ (Co-Creation) ให้กับเว็บไซต์แห่งนั้นอีกด้วย
การเกิดขึ้นของ Web 2.0 ได้ทำให้รูปแบบการนำเสนอข้อมูลบนเว็บไซต์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไป เกิดเว็บไซต์ที่ให้ผู้ใช้งานเข้ามามีส่วนร่วมเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น
  1. Wikipedia สารานุกรมออนไลน์
  2. Weblog Wordpress.com Blogger.com หรือของไทยที่ Bloggang.com ที่มี blog จำนวนเกือบห้าแสน blog แล้ว
  3. Podcast จัดรายการวิทยุหรือโทรทัศน์ของตัวเองได้เลย ได้รับความนิยมมากขึ้นจากยอดขายเครื่องเล่น mp3 แบบพกพาที่มากขึ้น
  4. Media Sharing Youtube.com, Flickr.com
  5. Social Network Hi5, Twitter
  6. อื่น ๆ Sourceforge.org , Google Maps , Google Earth
Web1.0 แก้ไขอัพเดตข้อมูลต่างๆในหน้าเว็บได้เฉพาะ Webmaster หรือคนดูแลเว็บไซต์เท่านั้น แต่ Web2.0 สามารถสื่อสารตอบโต้ได้ทั้งผู้สร้างเว็บและผู้ใช้เว็บ เช่น Blog หรือการโพสต์กระทู้ต่าง ๆ สร้างเรตติ้งแบบปากต่อปากได้ยาก เนื่องจากสื่อสารทางเดียวแต่ Web 2.0 สามารถสร้างปรากฏการณ์แบบปากต่อปากได้ดังไฟลามทุ่ง จากการแนะนำผ่าน Blog ส่วนตัว คุณอาจตัดสินใจซื้อครีมชนิดนั้นมาใช้เพราะคนที่ใช้แล้วดีมาเขียนบอกใน Blog หรือเลิกซื้อขนมปังยี่ห้อนั้นไปตลอดชีวิต เมื่อมีคนถ่ายภาพราขึ้นแฮมจากร้านนั้นมาลงให้ดู ซึ่งเป็นสิ่งที่ Web 1.0 ไม่อาจทำได้ Web 1.0 ให้ข้อมูลความรู้แบบตายตัว การเปลี่ยนแปลงแก้ไขขึ้นอยู่กับ Webmaster แต่ Web 2.0 สามารถต่อยอดข้อมูลต่างๆออกไปได้ไม่จำกัด และข้อมูลจะถูกตรวจสอบคัดกรองอยู่ตลอด ตัวอย่างเช่น Wikipedia ที่ใครก็สามารถเขียนในสิ่งที่ตนรู้ลงไปได้ โดยที่เว็บ 2.0 จะมีลักษณะและคุณสมบัติที่เพิ่มเข้าดังนี้
  1. CSS ช่วยในการจัดการเนื้อหาของเว็บไซต์ แยกออกจากข้อมูลในด้านการออกแบบ
  2. API, JSON, REST และ XML
  3. มีการให้บริการ feed ผ่านทาง RSS หรือ Atom
  4. แมชอัป จัดการรวมข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน
  5. โฟลก์โซโนมี ช่วยในการจัดการข้อมูล แท็กข้อมูล และการทำดัชนีของข้อมูล
เว็บ 2.0 นั้นมีคำจำกัดความหลายอย่าง ทิม โอไรล์ลีย์ ได้กล่าวไว้ว่าเว็บ 2.0 เปรียบเหมือนธุรกิจ ซึ่งเว็บกลายเป็นแพลตฟอร์มหนึ่ง ที่อยู่เหนือการใช้งานของซอฟต์แวร์ โดยไม่ยึดติดกับตัวซอฟต์แวร์เหมือนระบบคอมพิวเตอร์ที่ผ่านมา โดยมีข้อมูล ที่เกิดจากผู้ใช้หลายคน (ตัวอย่างเช่น บล็อก) เป็นตัวผลักดันความสำเร็จของเว็บไซต์อีกต่อหนึ่ง ซึ่งเว็บไซต์ในปัจจุบันมีลักษณะการสร้างโดยผู้ใช้ที่อิสระ และแยกจากกัน ภายใต้ซอฟต์แวร์ตัวเดียวกัน เพื่อสรรค์สร้างระบบให้ก่อเกิดประโยชน์ในองค์รวม โอไรล์ลีย์ ได้แสดงตัวอย่างของระดับของเว็บ 2.0 ออกเป็นสี่ระดับ ดังนี้
  1. ระดับ 3 - ระดับของการใช้งานจากผู้ใช้ทั่วไปในอินเทอร์เน็ต ซึ่งเป็นลักษณะของการสื่อสารของมนุษย์ภายใต้เว็บไซต์เดียวกัน ตัวอย่างเช่น วิกิพีเดีย สไกป์ อีเบย์ เครกส์ลิสต์
  2. ระดับ 2 - ระดับการจัดการทั่วไปที่สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อนำมาใช้งานออนไลน์ นั้น จะมีประโยชน์มากขึ้นจากการเชื่อมโยงผู้ใช้งานเข้าด้วยกัน ซึ่งโอไรลลีย์ ยกตัวอย่างเว็บไซต์ ฟลิคเกอร์ เว็บไซต์อัปโหลดภาพที่มีการใช้งานเชื่อมโยงระหว่างภาพ และเช่นเดียวกันระหว่างผู้ใช้งาน
  3. ระดับ 1 - ระดับการจัดการทั่วไปที่สามารถใช้งานได้โดยไม่จำเป็นต้องผ่านอินเทอร์เน็ต แต่มีความสามารถเพิ่มขึ้นมีนำมาใช้งานออนไลน์ ตัวอย่างเช่น ไรต์รีย์ (ปัจจุบันคือ กูเกิลดอคส์) และ ไอทูนส์
  4. ระดับ 0 - ระดับที่สามารถใช้งานได้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ เช่น แมปเควสต์ และ กูเกิล แมปส์
ซึ่งแอปพลิเคชันหลายตัวที่ใช้ใน การติดต่อสื่อสารอย่าง อีเมล เมสเซนเจอร์ ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ในลักษณะของเว็บ 2.0 แต่อย่างใด[5]
โดยลักษณะที่เด่นชัดของเว็บ 2.0 นั้น จะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาและการโต้ตอบระหว่างผู้ให้บริการ และผู้ใช้งาน แทนที่จากระบบเว็บแบบเก่า ที่เป็นลักษณะของการให้บริการอ่านอย่างเดียว โดยรวมไปถึงการรวดเร็ว และการง่ายดายของการส่งข้อมูล แทนที่แบบเก่าที่ต้องจัดการผ่านเซิร์ฟเวอร์ ซึ่งบล็อกและเว็บที่ให้บริการอัปโหลดภาพถูกนำมาใช้เป็นตัว อย่างของเว็บ 2.0 ที่ให้เห็นได้ทั่วไป ที่มีการให้บริการแสดงความคิดเห็น รวมถึงการใช้งานที่ง่าย โดยผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องมีความรู้ในด้านเข้าถึงเซิร์ฟเวอร์แต่อย่างใด เห็นได้ว่าลักษณะของเว็บ 2.0 นั้นก่อให้เกิดการสร้างเนื้อหา ที่รวดเร็ว และมีการแบ่งปันข้อมูลที่ง่ายขึ้น โดยลักษณะของเว็บเปลี่ยนจากทางเน้นหนักทางด้านเทคนิค ไปในด้านข้อมูลข่าวสารแทนที่ และก่อให้เกิดประโยชน์ในด้านธุรกิจต่อมา[6]

อ้างอิง

1. Paul Graham (November 2005). Web 2.0. สืบค้นวันที่ 2006-08-02 “"I first heard the phrase 'Web 2.0' in the name of the Web 2.0 conference in 2004."”
2. Tim O'Reilly (2005-09-30). What Is Web 2.0. O'Reilly Network. สืบค้นวันที่ 2006-08-06
3. developerWorks Interviews: Tim Berners-Lee (7-28-2006). สืบค้นวันที่ 2007-02-07
4. Nate Anderson (2006-09-01). Tim Berners-Lee on Web 2.0: "nobody even knows what it means". arstechnica.com. สืบค้นวันที่ 2006-09-05
5. Tim O'Reilly (2006-07-17). Levels of the Game: The Hierarchy of Web 2.0 Applications. O'Reilly radar. สืบค้นวันที่ 2006-08-08
6. Barnwal, Rajesh (2007-01-21). Web 2.0 is all about understanding the economic value of social interaction. AlooTechie. สืบค้นวันที่ 2008-02-23

หนังสือ อ่านเพิ่ม

• Deloitte & Touche LLP - Canada (2008 study) - Change your world or the world will change you: The future of collaborative government and Web 2.0
• "Critical Perspectives on Web 2.0", Special issue of First Monday, 13 (3) , 2008.
• Graham Vickery, Sacha Wunsch-Vincent: "Participative Web and User-Created Content: Web 2.0, Wikis and Social Networking"; OECD, 2007

วันศุกร์ที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

การตั้งค่าเพื่อใช้งานโปรแกรม Edit Plus ในการพัฒนาโปรแกรมด้วยภาษา JAVA

บทความนี้เป็นตัวอย่างแสดงการ กำหนดค่าสำหรับการใช้งานโปรแกรม Edit Plus เพื่อพัฒนางานด้วยภาษา JAVA ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 2 กระบวนการด้วยกัน คือ
1. การกำหนด Path สำหรับ JAVA
2. การกำหนดค่าใน Edit Plus

1. การกำหนด Path ให้กับ JAVA เริ่มต้นด้วยการที่คุณจะต้องไปดาวน์โหลด JAVA SDK(Software Development Kit) จากเว็บ http://java.sun.com/javase/downloads/index.jsp หลังจากติดตั้งเสร็จเรียบร้อยแล้ว ให้กำหนดค่าดังนี้การกำหนด Path ให้กับ JAVAสำหรับ Windows 2000/XP/7
  • เข้าไปที่ Control Panel > System จะปรากฏหน้าต่างของ System Properties
  • เลือกไปที่ Advance เลือก Environment Variables
  • ที่หน้าต่าง System Variable ให้ double click ที่ path จะปรากฏหน้าต่าง Edir System Variables
  • ที่ vatiable value ให้ค่า path เป็น C:\Program Files\Java\jdk1.6.0_20\bin;(เนื่องจาก path ที่ติดตั้งของผมเป็นแบบนี้นะครับ คนอื่นอาจจะไม่เหมือนของผมก็ให้อ้าง path ตามที่อยู่ของ java ตอนติดตั้ง)
  • หลังจากนั้นให้เข้าไปทำแบบเดียวกันที่ class path



*** Path ที่กำหนดด้านบน อาจจะเปลี่ยนแปลงตาม version ของ JDK ที่คุณได้ทำการติดตั้ง โดยคุณสามารถตรวจสอบได้ใน drive c: ในเครื่องคุณ
2. การกำหนด Edit Plus
  • เปิดโปรแกรม Edit Plus แล้วเข้าไปที่ Menu Tool > Configuration User Tool แล้วจะปรากฏหน้าจอ Preference ดังรูป
  • ที่หน้าต่างนี้ให้คุณตั้งค่า โดยเลือกไปที่ User Tool
  • จะปรากฏหน้าต่าง สำหรับการเพิ่ม Group และ Tool ซึ่งในที่นี้ เราจะทำการเพิ่มเครื่องมือสำหรับ เรียกใช้คำสั่ง Java อันได้แก่
Compile (สำหรับการคอมไพล์ โปรแกรม)
Run with out args (สั่งรันโปรแกรมโดยไม่มีการส่งตัวแปรเข้าไปด้วย)

Run with aegs (สั่งรันโปรแกรมโดยมีการส่งตัวแปรเข้าไปด้วย)
Applet (สั่งรันโปรแกรมประเภท applet)
Java Doc (เรียกอ่านเอกสาร Java)
  • คลิกไปที่ Group name ใส่ชื่อ group เป็น java
  • จากนั้นทำการเพิ่มคำสั่ง java ทั้ง 5 คำสั่ง โดยผ่านการกดที่ปุ่ม Add Tool แล้วเลือกที่ Program จากนั้นที่กล่องข้อความ Menu Text จะปรากฏข้อความ New Program แล้วให้ใส่ชื่อคำสั่งที่ตอ้งการเซต เช่น ใส่ชื่อเป็น Compile ซึ่งวิธีในการเพิ่มคำสั่งจะเหมือนๆกัน แต่ค่าที่กำหนดจะแตกต่างกัน ดังตารางดังนี้










  • เมื่อทำการตั้งค่าเรียบร้อยแล้วให้กดปุ่ม OK และทำการทดสอบสร้างโปรแกรม Java โดยเลือกที่เมนู File > New > Java
  • ทำการตั้งชื่อคลาส(Class) ในที่นี่ชื่อ HelloDSS9 และบันทึกไฟล์ โดยใช้ชื่อเดียวกัน (จะได้ไฟล์ HelloDSS9.java)
  • กดปุ่ม Ctrl+1 เพื่อเรียกคำสั่ง Compile


  • กดปุ่ม Ctrl+2 เพื่อเรียกคำสั่ง Run with out args จะได้ผลดังรูป




ถ้าท่านใดทีข้อคิดเห็นสามารถบอกผมได้เลยนะ แล้วพบกันในบทความต่อไปครับ @podlocomotive